ReadyPlanet.com
dot dot
dot
กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน

 

                    [๒๐๒] ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาในทิศทั้งหลายมาเฝ้าพระตถาคต ข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมได้พบ ได้ใกล้ชิดภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่เจริญใจ ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไป ข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่ได้พบ ไม่ได้ใกล้ชิดภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่เจริญใจ (อีก)”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งนี้เป็นสถานที่ (เป็นศูนย์รวม) ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดูสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง อะไรบ้าง คือ

๑. สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู ด้วยระลึกว่า ‘ตถาคตประสูติในที่นี้’

๒. สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู ด้วยระลึกว่า ‘ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้’


๓. สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู ด้วยระลึกว่า ‘ตถาคตทรงประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมในที่นี้’


๔. สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู ด้วยระลึกว่า ‘ตถาคตได้เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้’

อานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งนี้เป็นสถานที่ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศรัทธาจะมาดู
ด้วยระลึกว่า ‘ตถาคตประสูติ ในที่นี้’ ...

ว่า ‘ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมสัมโพธิญาณในที่นี้’ ...

ว่า ‘ตถาคตประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมในที่นี้’ ...

ว่า ‘ตถาคตได้เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้…’

       อานนท์ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งจาริกไปยังเจดีย์จักมีจิตเลื่อมใสตายไป ชนเหล่านั้นทั้งหมดหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

                  คัดบางส่วนจาก มหาปรินิพพานสูตร  พระไตรปิฎก(ฉบับมหาจุฬา) เล่มที่ 10 หน้า 150-151 ข้อ 202


 

                     กุสินาราเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 ตำบล อันกุลบุตรกุลธิดาผู้มีศรัทธาควรไปทัศนาและเคารพสักการะ  ระยะทางจากโครักขปูร์ 51 กม.  จากพาราณสี  280 กม.และจากกบิลพัดุ์  148 กม [ข้อมูลจากหนังสือพาแม่เที่ยวอินเดีย  พระมหาพัน สุกาจาโร]


 

 

กุสินารา เมืองที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกมาเสด็จดับขันธปรินิพาน   แม้เป็นเมืองที่เล็กแต่เมืองกุสินาราเคยรุ่งเรืองมากในอดีต

                           

 

 

 

 

               ดูกรอานนท์แต่ปางก่อน มีพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่ามหาสุทัสสนะ ผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เมืองกุสินารานี้มีนามว่า กุสาวดี เป็นราชธานีของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ โดยยาวด้านทิศบูรพาและทิศประจิม ๑๒ โยชน์ โดยกว้างด้านทิศทักษิณและทิศอุดร ๗ โยชน์ กุสาวดีราชธานีเป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรือง มีชนมาก มนุษย์หนาแน่น และมีภิกษาหาได้ง่าย ดูกรอานนท์ อาลกมันทาราชธานีแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย เป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรือง มีชนมาก ยักษ์หนาแน่น และมีภิกษาหาได้ง่าย แม้ฉันใด กุสาวดีราชธานีก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรือง มีชนมาก มนุษย์หนาแน่นและมีภิกษาหาได้ง่าย กุสาวดีราชธานีมิได้เงียบจากเสียงทั้ง ๑๐ ประการ ทั้งกลางวันและกลางคืน คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพนเสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงกังสดาล เสียงประโคม และเสียงเป็นที่ ๑๐ ว่าท่านทั้งหลายจงบริโภค จงดื่ม จงเคี้ยวกิน จงไปเถิดอานนท์ เธอจงเข้าไปในเมืองกุสินารา แล้วบอกแก่พวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า ดูกรวาสิฏฐะทั้งหลายพระตถาคตจักปรินิพพานในปัจฉิมยามแห่งราตรีในวันนี้ พวกท่านจงรีบออกไปกันเถิดๆ พวกท่านอย่าได้มีความร้อนใจในภายหลังว่า พระตถาคตได้ปรินิพพานในคามเขตของพวกเรา พวกเราไม่ได้เฝ้าพระตถาคตในกาลครั้งสุดท้าย


 

 

 

      ภายในบริเวณกุสินารา มีสิ่งปลูกสร้างที่เห็นได้เด่นชัดคือพระสถูปปรินิพพานและวิหารปรินิพพาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

พระสถูปปรินิพพาน

             พระเจ้าอโศกมหาราช  เคยเสด็จมายังสถานที่ปรินิพพาน ณ เมืองกุสินาราแห่งนี้  และได้บริจาคพระราชทรัพย์หนึ่งแสนรูปี  โปรดดำริให้ก่อสร้างพระสถูปขนาดใหญ่ขึ้น ณ สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน  ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่     สถูปนี้สร้างคร่อมพระแท่นปรินิพพานและต้นสาละ มีลักษณะเป็นบาตรคว่ำ

     [ข้อมูลจากหนังสือพาแม่เที่ยวอินเดีย  พระมหาพัน สุกาจาโร]

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

     พระสถูปปรินิพพานสูงราว 70 ฟุต  บนยอดมีฉัตร 3 ชั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำบูชาสถูปปรินิพพาน

   วันทามิ  อิมัง  ปะรินิพพานะถูปัง  , อิมัสมิง  กุสินารายัง , สาละวะโนทะเย  พุทธัสสะ ภะคะวะโต  ปะรินิพพานัฎฐาเน ,อะยัง  วันทะนา  อัมหากัง  ทีฆะรัตตัง  หิตายะ  สุขายะ

   ข้าพเจ้า  ขอกราบไหว้สถูปเป็นที่ปรินิพพานนี้  ณ สาลวโนทยาน  ที่เมืองกุสินารานี้ อันเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน  ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ขอการกราบไหว้นี้  จงเป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุข  ความเจริญ  ของข้าพเจ้าทั้งหลาย  เทอญฯ

 

 


 

 

 

                          วิหารปรินิพพาน   วิหารหลังนี้ตั้งอยู่ด้านหน้าพระสถูป   

 

 

 


 

                 ภายในพระวิหารมีพระพุทธรูปปางปรินิพพานขนาดใหญ่เป็นพระประติมากรรมที่เหมือนจริงยาว 7 เมตร มีอายุราว 1500 ปี สร้างโดยนายหริพละ   นายช่างชื่อ นายทินะ  จากชาวเมืองมถุรา   [ข้อมูลจากหนังสือพาแม่เที่ยวอินเดีย  พระมหาพัน สุกาจาโร]

 

 

              

              พระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนเหล่าพุทธศาสนิกชน  ณ กุสินารา   [ปัจจุบัน ตั้งอยู่ ณ ตำบลกาเซีย  เมืองโครัรกขปูร์  รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย]        การเตือนครั้งสุดท้าย[ปัจฉิมวาจา] ก่อนพระองค์จะดับขันธปรินิพพาน     พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

     พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑- หน้าที่ 322
                                  พระปัจฉิมวาจา
       [๑๔๓]     ลำดับนั้น       พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

            “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า  สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ”  นี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของพระตถาคต
                                ข้อความจากอรรถกถา
.................บทว่า  อปฺปมาเทน  สมฺปาเทถ    ความว่า  จงยังกิจทั้งปวงให้สำเร็จด้วยความไม่ไปปราศจากสติ.  ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรทมที่เตียงปรินิพพาน  ประทานพระโอวาทที่ประทานมา ๔๕ พรรษา   รวมลงในบทคือความไม่ประมาทอย่างเดียวเท่านั้น.   

หลังจากนั้นพระองค์ไม่ได้ตรัสอะไรอีกแล้ว

 

 

                ทรงปรินิพพานในเวลาสุดท้ายวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน  6  วันเพ็ญวิสาขะ ณ  ใต้ต้นสาละทั้งคู่ที่ออกดอกสะพรั่งนอกฤดูกาลเป็นพุทธบูชา.....


    

คำบูชาพระพุทธปรินิพพาน

                วันทามิ อิมัง  พุทธะปะฎิมัง  , อิมัสมิง  กุสินารายัง, สาละวะโนทะเย  พุทธัสสะ  ภะคะวะโต   ปะรินิพพานัฎฐาเน , อะยัง  วันทะนา  อัมหากัง  ทีฆะรัตตัง  หิตายะ  สุขายะ


               ข้าพเจ้า  ขอกราบไหว้พระพุทธปฏิมานี้  ณ  สาลโนทยาน  ที่เมืองกุสินารานี้ อันเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุข  ความเจริญ  ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญฯ 


 

 

 

 


 

ก่อนหน้าที่พระองค์จะทรงปรินิพพาน   พระองค์ทรงมีพุทธประสงค์ฝากฝังพระพุทธศาสนาให้พุทธศาสนิกชนรุ่นหลังดังนี้

...............ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ…………..

[คัดลอกจากมหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค  ]

 

 

 


 

              พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการปฏิบัติบูชามากกว่าการบูชาด้วยวัตถุ

หลักฐานพุทธพจน์ที่กล่าวถึงการปฏิบัติบูชา คือ    


            ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกท่านพระอานนท์มารับสั่งว่า ดูกรอานนท์ไม้สาละทั้งคู่ เผล็จดอกบานสพรั่งนอกฤดูกาล ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอกมณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ จุณแห่งจันทน์เหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่าก็ประโคมอยู่ในอากาศ เพื่อบูชาตถาคต แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ก็เป็นไปในอากาศเพื่อบูชาตถาคตดูกรอานนท์ ตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อมด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้

             "ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ  ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอดเพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ ดังนี้ ฯ"


[คัดลอกจากมหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค  ]

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=10&A=1888&Z=3915


 

 

 

 

            น่าคิดว่าสมัยปัจจุบันคนส่วนใหญ่เลือกที่จะบูชาด้วยวัตถุหรือบูชาด้วยการปฏิบัติมากกว่ากัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

            ด้านล่างฐานพระพุทธรูปมีรูปปั้นของพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งหันหน้าไปทางพระพุทธองค์  [หันหลังให้ผู้ไปนมัสการ]  ภิกษุรูปนี้คือพระอนุรุทธเถระ เป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้มีทิพยจักษุ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                        ตามพระบาลีได้กล่าวถึงบทบาทของพระอนุรุทธเถระเมื่อคราวครั้งพุทธปรินิพพานไว้ว่า เมื่อพระบรมศาสดาได้ทรงมีปัจฉิมวาจาแก่เหล่าภิกษุทั้งมวลแล้ว ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าฌานสูงขึ้นไปเป็นลำดับ จนถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ ด้วยเหตุว่าผู้ที่เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัตินั้นลมหายใจก็จะหมดไป ทำให้ไม่ทราบว่าทรงปรินิพพานแล้วหรือยัง เมื่อเทพดาและมนุษย์เห็นความไม่เป็นไปของลมอัสสาสปัสสาสะจึงได้ร้องขึ้นพร้อมกันด้วยเข้าใจว่าพระศาสดาปรินิพพานเสียแล้ว ฝ่ายพระอานนทเถระ ถามพระอนุรุทธเถระว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้วหรือ พระอนุรุทธตอบว่า พระตถาคตยังไม่ปรินิพพาน แต่พระองค์ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.การที่พระอนุรุทธเถระทราบดังนั้นก็เป็นด้วยพระเถระท่านเข้าสมาบัตินั้น ๆ พร้อมกับพระศาสดาที่เดียว และเมื่อท่านทราบว่าพระพุทธองค์ทรงเข้านิโรธสมาบัติ จึงทราบว่ายังทรงไม่ปรินิพพาน เพราะเหตุว่า การสิ้นชีวิตภายในนิโรธสมาบัติ ย่อมไม่มี.

                       ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ทรง เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ และทรงถอยออกจากฌานลงเป็นลำดับจนถึงจตุตถฌาน พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจาจตุตถฌาณหยั่งลงสู่ภวังคจิต แล้วปรินิพพานในขณะนั้นนั่นเอง

 
                         ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว ท่านพระอนุรุทธ จึงได้แจ้งแก่หมู่พระภิกษุและเหล่ากษัตริย์ทั้งปวงที่เฝ้าอยู่ ว่าพระบรมศาสดาได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว บรรดาภิกษุทั้งหลาย  นั้น ภิกษุเหล่าใดที่ยังไม่บรรลุพระอรหัตผลก็ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ส่วนภิกษุเหล่าใดที่บรรลุอรหัตผลแล้ว ก็ได้ธรรมสังเวช    ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธจึงได้เตือนให้ภิกษุทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย พึงรำลึกถึงพระดำรัสของพระพุทธองค์ในเรื่องความไม่เที่ยงแห่งสังขารทั้งหลาย และยังบอกด้วยว่า เหล่าเทวดาจะตำหนิเอาว่า ตัวของพระภิกษุทั้งหลายเองก็ยังไม่อาจอดกลั้นความเศร้าโศกได้ และจะปลอบโยนผู้อื่นได้อย่างไร
ที่มา
http://www.watkoh.com/kratoo/forum_posts.asp?TID=572

      ท่านพระอนุรุทธเถระ เอตทัคคะในทางผู้มีทิพยจักษุญาณ
          อนุรุทธะเมื่อได้อุปสมบทแล้ว เรียนพระกรรมฐานในสำนักพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแล้ว เข้าไปอยู่ราวป่าปาจีนวังสมฤคทายวันฯ
เมื่อเจริญสมณธรรมอยู่ ได้ตรึกตรองถึงมหาปุริสวิตก ๗ ประการว่า

๑.   ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีความปรารภน้อย ไม่ใช่ของผู้มีความมักมากฯ
๒.  ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สันโดษยินดีด้วยของที่มีอยู่ ไม่ใช่ของผู้ไม่สันโดษฯ
๓.  ธรรมนี้เป็นของผู้สงัดแล้ว ไม่ใช่ของผู้ยินดีในหมู่คณะฯ
๔.  ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ของผู้เกียจคร้านฯ
๕.  ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีสติมั่นคง ไม่ใช่ของผู้มีสติหลงฯ
๖.   ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีใจมั่นคง ไม่ใช่ของผู้มีใจไม่มั่นคงฯ
๗.  ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีปัญญา ไม่ใช่ของผู้มีปัญญาทรามฯ

   เมื่อพระอนุรุทธะตรึกอยู่อย่างนี้ พระบรมศาสดาเสด็จมาถึงทรงทราบว่าพระอนุรุทธะตรึกอยู่อย่างนั้น ทรงอนุโมทนาว่าชอบละๆ อนุรุทธะท่านตรึกตรองธรรมที่พระมหาบุรุษตรึกตรอง ถ้าอย่างนั้นท่านจงตรึกธรรมที่พระมหาบุรุษตรึกเป็นที่แปดว่า
๘.  ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ยินดีในธรรมที่ไม่ให้เนิ่นช้า ไม่ใช่ของผู้ยินดีในธรรมให้เนิ่นช้าฯ
        พระอนุรุทธะบำเพ็ญเพียรไปก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล ตั้งแต่นั้นมาท่านก็เล็งแลดูสัตว์โลกด้วยทิพยจักษุเสมอ เล่ากันว่ายกเว้นแต่เวลาฉันภัตตาหารเท่านั้น เวลาที่เหลือท่านย่อมพิจารณาแลดูซึ่งหมู่สัตว์ทั้งปวงด้วยทิพยจักษุ ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสยกย่องสรรเสริญท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างทิพยจักษุญาณฯ

ปฐมเหตุประเพณีการทอดผ้าบังสุกุล – ผ้าป่า

    สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธเถระ จำพรรษาอยู่ที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ จีวรที่ท่านใช้อยู่นั้นเก่ามาก ท่านจึงแสวงหาผ้าบังสุกุล (ผ้าเปื้อนฝุ่น) ตามกองขยะกองหยากเยื่อเพื่อนำมาทำจีวร ครั้งนั้นอดีตภรรยาเก่าของท่านชื่อ ชาลินี ซึ่งจุติไปเกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เห็นพระเถระแสวงหาผ้าอยู่เช่นนั้น ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงนำผ้าทิพย์มาจากสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ และคิดว่า “ถ้าเราจะนำเข้าไปถวายโดยตรง พระเถระก็คงไม่รับแน่” จึงหาอุบายซุกผ้ายืนนั้นในกองขยะ กองหยากเยื่อ ในทางที่พระเถระกำลังเดินมุ่งหน้าไปทางนั้น ทำชายผ้าโผล่ออกมานิดหน่อยเพื่อให้พระเถระได้เห็น พระเถระเห็นชายผ้ายืนนั้น แล้วดึงออกมาพิจารณาเป็นผ้าบังสุกุล และคิดว่า “ผ้าผืนนี้ เป็นผ้าบังสุกุลที่มีคุณค่ายิ่งนัก” แล้วนำกลับไปสู่อาราม เพื่อจัดการทำจีวร

                          พระพุทธองค์ช่วยเย็บจีวร
   ในการทำจีวรของท่านนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระบรมศาสดาทรงพาพระมหาสาวกเป็นจำนวนมากมาร่วมทำจีวร โดยพระองค์เองทรงร้อยเข็ม พระมหากัสสปะนั่งอยู่ช่วงต้น พระสารีบุตรนั่งอยู่ตรงกลาง พระอานนท์นั่งอยู่ช่วงปลายสุด ทั้ง ๓ ท่านนี้ช่วยกันเย็บจีวร ส่วนภิกษุสงฆ์ที่เหลือ ก็ช่วยกันกรอด้าย พระมหาโมคคัลลานะกับนางเทพธิดาชาลิณี ช่วยกันไปชักชวนอุบาสกอุบาสิกาในหมู่บ้าน ให้นำภัตตาหารมาถวายพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ประเณ ๕๐๐ รูป การเย็บจีวรของพระอนุรุทธะสำเร็งลงด้วยดีภายในวันเดียวเท่านั้น
                      อนึ่ง กิริยาที่นางเทพธิดาชาลินี นำผ้าไปวางซุกไว้ในกองขยะกองหยากเยื่อ ในลักษณะทอดผ้าบังสุกุลนั้น พุทธบริษัทได้ถือป็นแบบอย่างในการทอดผ้าบังสุกุล และทอดผ้าป่าในปัจจุบันนี้

               


 

 

          หลังจากพระพุทธองค์ปรินิพพาน   เกิดแผ่นดินไหวใหญ่   

    ในบันทึกพระไตรปิฎก{ คัดลอกจากมหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค  ]


พระพุทธองค์เคยตรัสเล่าให้ฟังว่า   ดูกรพระอานนท์ เหตุ ๘ ประการ
ปัจจัย ๘ ประการเหล่านี้แล เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ๘ ประการเป็นไฉน ฯ
          

         ดูกรอานนท์ มหาปฐพีนี้ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศ
สมัยที่ลมใหญ่พัด เมื่อลมใหญ่พัดอยู่ย่อมยังน้ำให้ไหว น้ำไหวแล้ว ย่อมยัง
แผ่นดินให้ไหว อันนี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยข้อที่หนึ่ง เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่
ปรากฏ ฯ

           อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ถึงความเป็นผู้ชำนาญใน
ทางจิต หรือว่าเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เขาเจริญปฐวีสัญญาเพียง
เล็กน้อย เจริญอาโปสัญญาอย่างแรงกล้า เขาย่อมยังแผ่นดินนี้ให้สะเทือนสะท้าน
หวั่นไหวได้ อันนี้เป็นปัจจัยข้อที่สอง เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ

           อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิต มีสติสัมปชัญญะ
ลงสู่พระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว อันนี้
เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่สาม เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ

           อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ ประสูติจาก
พระครรภ์พระมารดา เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว อันนี้
เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่สี่ เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ
       
           อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว อันนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ห้า
เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ

           อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตให้อนุตรธรรมจักรเป็นไป เมื่อนั้น
แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว อันนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่หก เพื่อให้
แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ
  
           อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตมีพระสติสัมปชัญญะ ทรงปลงอายุ
สังขาร เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว อันนี้เป็นเหตุเป็น
ปัจจัยข้อที่เจ็ด เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ
     
           อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว อันนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่แปด เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ
          

  ดูกรอานนท์ เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการ เหล่านี้แล เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ

 

 


 

 

 กษัตริย์และประชาชนจำนวนมากร่ำไห้คร่ำครวญหลังการจากไปขององค์พระศาสนดา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

ถัดจากสถานที่ปรินิพพานไปอีกเล็กน้อย เป็นสถานที่ที่เรียกว่า  มกุฎพันธนเจดีย์  
             

              เป็นสถานที่ที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระนั้น  ปัจจุบันมีชื่อท้องถิ่นว่า รามภาร์กาตีลา [Rambhar Ka tila] ในอดีตเป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกในการเข้ารับตำแหน่งความเป็นพระราชาของเจ้ามัลลกษัตริย์  ได้ยกขึ้นเป็นที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ  โดยตั้งเชิงตะกอนขึ้นในบริเวณมกุฏพันธเจดีย์  เมื่อถวายพระเพลิงแล้ว  จึงก่อพระสถูปขึ้น ณ ที่ถวายพระเพลิง   
       ในบันทึกของหลวงจีนถังซำจั๋ง กล่าวไว้ว่า  เห็นวิหารใหญ่หลังหนึ่งชื่อ มกุฎพันธนเจดีย์ มีภิกษุอยู่ในวิหารนี้ถึง 100 รูป

              ผู้ค้นพบสถูปมกุฎพันธนเจดีย์ คือ ท่านหิรนันท์  ศาสตรี พบในปี ค.ศ.1910 [ พ.ศ.2443] องค์สถูปเดิมเป็นเนินดิน  ในปี ค.ศ.1950[พ.ศ. 2493] ได้มีการขุดรอบบริเวณฐานของสถูปและบูรณะ


           การบูชาพระสรีระพระบรมศาสดา  กระทำเช่นเดียวกับสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ


บันทึกในพระไตรปิฎก

         ดูกรอานนท์ เขาห่อพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลีแล้วห่อด้วยผ้าใหม่ โดยอุบายนี้ ห่อพระสรีระพระจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญพระสรีระลงในรางเหล็กอันเต็มด้วยน้ำมัน ครอบด้วยรางเหล็กอื่น แล้วกระทำจิตกาธารด้วยไม้หอมล้วน ถวายพระเพลิงพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ สร้างสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง เขาปฏิบัติในพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยประการฉะนี้แล พวกกษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิตเป็นต้น พึงปฏิบัติในสรีระตถาคตเหมือนที่เขาปฏิบัติพระสรีระพระเจ้าจักรพรรดิ พึงสร้างสถูปของตถาคตไว้ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง ชนเหล่าใดจักยกขึ้นซึ่งมาลัยของหอมหรือจุณจักอภิวาท หรือจักยังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้น การกระทำเช่นนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ฯ

           [๑๓๔] ดูกรอานนท์ ถูปารหบุคคล ๔ จำพวก ถูปารหบุคคล ๔ จำพวก
เป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่ง พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่ง สาวกของพระตถาคตเป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่ง พระเจ้าจักรพรรดิ เป็นถูปารหบุคคลจำพวกหนึ่ง

           ดูกรอานนท์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นถูปารหบุคคล ชนเป็นอันมาก ยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี้เป็นสถูปของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ข้อนี้แล พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นถูปารหบุคคล ฯ

 


           

 

 

      คำบูชาสถานที่ถวายพระเพลิง

      วันทามิ  อิมัง  เจติยัง  , มะกุฎพันธะนะสัญญิตัง  ทัสสะนียัง, สังเวชะนียัง  พุทธัสสะ  ภะคะวะโต  สะรีรัสสะ ฌาปะนัฎฐานัง , อะยัง วันทะนา  อัมหากัง  ทีฆะรัตตัง  หิตายะ  สุขายะ

    ข้าพเจ้า  ขอกราบไหว้พระเจดีย์อันมีชื่อว่า  มกุฎพันธนเจดีย์  เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า  อันเป็นสถานที่ควรเห็น  ควรให้เกิดเป็นความสังเวช

     ขอการกราบไหว้นี้  จงเป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุข  ความเจริญของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญฯ

 


 

สรุปพระธรรมคำสั่งสอนอย่างย่อที่ได้รับจากพระพุทธองค์ในคราวที่พระองค์ปรินิพพาน 

"ไม่ประมาทในการปฏิบัติธรรม เพราะความไม่เที่ยงของสิ่งปรุงแต่งทั้งในรูปและนาม     และการบูชาพระพุทธเจ้าอย่างสูงสุดคือการปฏิบัติบูชา "

 


 

 สรุปสถานที่น่าทัศนา ณ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย
   1.สาละวโนทยาน   ปัจจุบันประมาณ 50 ไร่
   2.สถูปเจดีย์สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน
   3.พระพุทธรูปปางปรินิพพานมีอายุประมาณ 1500 ปี
   4.มกุฎพันธนเจดีย์  สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธองค์
   5.โทนพราหมณ์เจดีย์  สถานที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
   6.บ้านนายจุนทะ  [สวนมะม่วง] 
  7.แม่น้ำกกุทานที [ในมหาปรินิพพานสูตร เป็นแม่น้ำที่พระพุทธองค์ทรงสรงน้ำก่อนพุทธปรินิพพาน]
   8.แม่น้ำอจริวดี
   9.วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชบ์
   10.วัดไทยกุสาวดีพุทธวิหาร
   11.วัดพม่า  วัดจีน  วัดทิเบต  วัดอินเดีย
  12.วัดญี่ปุ่น  วัดศรีลังหา วัดเกาหลี
  13.สถานพยาบาลกุสินารา [วัดไทยกุสินารา]

ข้อมูลจากหนังสือ  คุ้มค่าเมื่อมาอินเดีย  พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ [พระมหา ดร. วิเชียร วชิรวโส]


 

ติดตามชมตอนอื่นๆ

พุทธคยา ตอนที่ 1คลิ๊ก

พุทธคยา ตอนที่ 2คลิ๊ก

ลุมพินี สถานที่ประสูติ คลิ๊ก

สารนาถ เมืองพาราณสี สถานที่ปฐมเทศนา



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *





dot
โครงการส่งเสริมการศึกษาพระไตรปิฎก
dot
bulletพระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้
bulletโครงการร่วมกันศึกษาและเรียนรู้พระไตรปิฎกผ่านทางอีเมลล์ ปีที่ 1 เริ่ม 26 กรกฎาคม 2553[วันอาสาฬหบูชา]
bulletDownload ไฟล์เสียงอ่าน mp3 พระไตรปิฎก
bulletDownload ไฟล์เสียงหนังสือพุทธธรรม
bulletไอเดียกระฉูด แนวคิดเชิงสร้างสรรค์ในฝัน[อาจจะเป็นจริง]เพื่อพระพุทธศาสนา[เผื่อมีผู้มีศักยภาพนำไปใช้]
bulletDownload หนังสือพุทธธรรม โดย พระพรหมคุณาภรณ์ [ป.อ.ปยุตฺโต]
bulletการจัดสรรทรัพย์ตามหลักในพระไตรปิฎก
bulletข้อมูลวันอาสาฬหบูชาในพระไตรปิฎก ภาพและวีดีทัศน์
dot
กิจกรรมสนับสนุนการปฏิบัติธรรม
dot
bulletเรื่อง "การปฏิบัติธรรมหรือเจริญสติปัฏฐานสี่ในชีวิตประจำวัน"
bulletหลักสติปัฏฐานสี่ในพระไตรปิฎกและสำนักปฏิบัติสติปัฏฐานในประเทศไทย
bulletฟังธรรมตามกาล
bulletหลักการและวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
bulletอาจารย์ชวยง พิกุลสวัสดิ์ สอนวิปัสสนา
bulletข้อมูลค่ายธรรมะเยาวชน
dot
บทความแสดงความเห็นพัฒนาการเรียนรู้พระไตรปิฎก
dot
bulletบริหารความเสี่ยงในการอ่านพระไตรปิฎกฉบับแปลภาษาไทยหรือแปลเป็นภาษาอื่นๆ
dot
โครงการดีๆเพื่อสังคม[ทำบุญทุกรูปแบบ]
dot
bulletเสียงอ่านวิธีสร้างบุญบารมี โดย พระสังฆราช
bulletแจ้งโครงการดีๆ และข่าวทำบุญ การปฏิบัติได้ที่ web master
bulletติดตามข่าวธรรมะและข่าวสารต่างๆได้ที่ twitter metteyy
bulletสรุปเสวนา เตรียมกาย - เตรียมใจ รับภัยพิบัติ
bulletหนังสืออาจารย์ชวยง พิกุลสวัสดิ์
bulletคลินิคเวชกรรมสุรัตน์ รักษาโรคทั่วไปฟรี
bulletร่วมอนุโมทนาบุญครับ บริจาคคอมพิวเตอร์สำหรับศึกษาพระไตรปิฎกและธรรมะ
dot
เรียนรู้พระธรรมสู่การปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
dot
bulletบทสรุปธรรมะเพื่อการปฏิบัติธรรม [รวมหัวข้อธรรมะที่ใช้ในการปฏิบัติธรรม]
dot
ข้อมูลและรีวิวสังเวชนียสถาน
dot
dot
สำหรับผู้เริ่มต้นในการปฏิบัติธรรม[มือใหม่]
dot
dot
download ไฟล์ธรรมะ
dot
bulletdownload พระไตรปิฎกฉบับ Ebook
bulletdownload พระไตรปิฎกและอรรถกถามหามกุฏราชวิทยาลัย
bulletไฟล์บทสวดมนต์
dot
รวมลิงค์เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletเว็บไซค์ที่เกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
bulletเว็บไซค์ที่เกี่ยวกับพระสงฆ์
bulletปฏิทินดวงจันทร์ ข้างขึ้น ข้างแรม
dot
เกร็ดความรู้ในพระพุทธศาสนา
dot
bulletพระพุทธเจ้าสอนอะไร
bulletการให้ธรรมะพ่อแม่ เป็นการทดแทนพระคุณที่สูงสุด
bulletธงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนามีความหมายว่าอย่างไร ?
bulletการเก็บอารมณ์
bulletธรรมเทศนาบทสั้นๆจากพระมหาเถราจารย์ อุบาสก อุบาสิกาที่มีชื่อเสียง
bulletคุณธรรมของคนในสมัยใดลดลงส่งผลถึงปรากฎการณ์ธรรมชาติที่แปรปรวนใน "ธรรมิกสูตร "
bulletยึดติด
bulletสงครามกลางเมือง จะยุติได้ด้วยการรบกับความโกรธ
bullet10 ขั้นตอนระงับความโกรธ โดยพระพรหมคุณาภรณ์
bulletเหตุปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นานและไม่ได้นาน
bulletชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
bulletขันติธรรม1
bulletขันติธรรม 2 ปรองดองสู่สันติ วัฒนธรรมและอารยธรรมของพุทธศาสนาที่รักษากันไว้อย่างดีที่สุด
dot
นำเสนองานทางพระพุทธศาสนา Presentation Powerpoint
dot
bulletรับจัดทำ power point สำหรับงานเผยแพร่ธรรมะ งานบรรยายธรรมะและช่วยเหลือสังคม
bulletนิทรรศการทางอินเตอร์เน็ต วันวิสาขบูชา วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
bulletเกร็ดความรู้เยาวชนไทย[สำหรับฝึกอบรมสามเณรภาคฤดูร้อน]
bulletนิทรรศการทางอินเตอร์เน็ต ภาพ คำสอน และสถานที่รำลึก หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
bulletรักพ่อทั้งแผ่นดิน
dot
แนะนำสถานที่ปฏิบัติธรรม
dot
bulletแนะนำสถานที่ปฏิบัติธรรม
dot
แจ้งข่าวสารและส่งไฟล์ธรรมะ

dot


แบนเนอร์ตัวอย่าง
แบนเนอร์ตัวอย่าง
แบนเนอร์ตัวอย่าง
แบนเนอร์ตัวอย่าง


Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ติดตามใน facebook search คำว่า chakkra siranf
เนื้อหาในเว็บไซค์นี้ไม่มีลิขสิทธิ์ สามารถนำไปเผยแพร่โดยไม่ต้องขออนุญาตครับ
แจ้งปัญหาหรือcomment ได้โดยตรงที่
jugkaras@hotmail.com
ติดตามข่าวสาร รวมทั้ง ธรรมะ ข้อธรรมต่างๆ ได้ ใน FACEBOOK คลิ๊ก https://www.facebook.com/LearnTipitaka (ส่วนนี้ศึกษาพระไตรปิฎก) หรือ Search คำว่า Inherit Buddhism (ส่วนนี้ใช้ในการศึกษาพระไตรปิฎก ส่งข่าว และ ปกป้องพระพุทธศาสนา จากการย่ำยีของอลัชชี )