ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > เชิญชวน โพสบทความธรรมะ เพื่อปร...

เชิญชวน โพสบทความธรรมะ เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น


เชิญชวนโพสบทความธรรมะ เพื่อประโยชน์ต่อตนเองคือ ได้ทบทวนธรรมะที่ตนนำมาโพสต์ทำให้เข้าใจอรรถและพยัญชนะในบทความธรรมะมากขึ้น  และ เป็นการทำบุญกุศลอย่างหนึ่งเรียก ธรรมทาน ซึ่งเป็น ทานที่มีอานิสงส์มาก

และประโยชน์ต่อผู้อื่นคือ  ทำให้ผู้อื่นได้รับความรู้ในธรรมะมากขึ้น เป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ทำให้สังคมเป็นสังคมที่สงบสุขมากขึ้น

 



ผู้ตั้งกระทู้ Web master กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2010-05-11 23:19:55


[1] 2 ถัดไป >>

ความเห็นที่ 1 (3191703)

เห็นคนตาย ก็หมายรู้ เดี๋ยวกูด้วย

อีกไม่ช้า ชราป่วย แล้วม้วยสูญ

ศพวางนอน อย่างขอนไม้ คล้ายอิฐปูน

รอขึ้นเผา ให้เอาศูนย์ มานับกาย

เหลือเพียงชื่อ ให้ลือจำ ทำไมเล่า

เขาก็รอ คอขึ้นเขียง เรียงจากหาย

เหมือนกับเรา เฝ้าจดจำ แล้วกลับตาย

ชื่อก็วาย กายก็วาง.....ว่างหมดกัน

 

จาก - ทางนฤพาน ดังตฤณ

ผู้แสดงความคิดเห็น จอย วันที่ตอบ 2010-05-11 23:46:31


ความเห็นที่ 2 (3191705)

จันทร์เอ๋ยเคยคู่ฟ้า            ก็ลับลาจากเวหน
เปรียบดุจดั่งกมล             ต้องล่วงพ้นจากรูปกาย
ทุกผู้ต้องประสบ             จะหลีกหลบอย่าได้หมาย
ความเกิดกับความตาย      เป็นสหายไม่ทิ้งกัน
เตือนตนกันไว้เถิด            ว่าต้องเกิดกับตัวฉัน
จะช้าหรือฉับพลัน            ต้องมีวันนั้นสักครา
อย่ามัวเมาประมาท           เสียโอกาสในสังสาร์
เจริญภาวนา                     ให้สมค่ากับชีวี
ที่ได้เป็นมนุษย์               ฟังคำพุทธชินสีห์
อบรมบ่มฤดี                     เพื่อให้มีตาเห็นธรรม
แม้พลาดจากชาตินี้           คุณความดียังหนุนค้ำ
เป็นเชื้อกุศลกรรม            นำสู่ทางสว่างเอย

 

จาก - บทเรียนก่อนตาย โดยเพื่อนคุณหมวย

นักปฏิบัติที่ต่อสู้กับโรคมะเร็งอย่างกล้าหาญและเสียชีวิตไปด้วยวัยเพียงสามสิบกว่าปี

ผู้แสดงความคิดเห็น จอย วันที่ตอบ 2010-05-12 00:15:03


ความเห็นที่ 3 (3191935)

อนุโมทนาน้องจอย

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-05-12 20:49:07


ความเห็นที่ 4 (3192388)

สวัสดีค่ะกัลยานมิตรทุกท่าน และเวบมาสเตอร์ด้วนะคะ

ที่พี่ตะวันเคยคุยกันเอาไว้ไม่ได้เข้าในระหว่างนี้ ภาระกิจเพิ่งเสร็จสิ้นลง เนื่องจากได้ทำบุญกันที่บ้าน ได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่สมยศ วัดป่าเพิ่มพูน อ.แม่ทะ จ.ลำปางท่านมาฉันให้ที่บ้านและพักให้ด้วยอยู่ตั้ง 2 คืน หลังจากนั้นก็ได้ถวายภัตราหารกับหลวงพ่อสนั่น และหลวงพ่อโณจน์ หลวงพ่อนึก ท่านมา 5 รูปมาสวดมนต์ให้ที่โณงงานแต่ไม่พักเหมือนหลวงปู่ ก็ได้ทำบุญกุศลกันในกลุ่ม ประมาณ 20 กว่าคนก็มีความสุขมาก และก็มีเหตุการณ์ให้คนรุ่นใหม่ได้สงสัยเล่นๆนิดหน่อย อาทิ พอพระท่านเริ่มสวดยะถาฯ บางคนก็ร้องไห้ บางคนก็หนักไหล่เหมือนจะหัก บางคนก็ปวดหัว บางคนก็หัวเราะยิ้ม บางคนก็ตัวโยก ฯลฯ ....พอดีโรงงานเราเพิ่งตั้งตรงนี้ได้ 7 เดือนเป็นที่ของคนอิสลามสว่นมาก ก็ธรรมดาที่จะมีดวงจิตวิญญาณมารับส่วนบุญส่วนกุศลด้วยเพราะ ครูบาอาจารย์ท่านเมตตามาให้พวกเราทำบัญด้วย ตาเนื้ออาจจะมองดูเล็กและธรรมดา แต่ที่จริงแล้วตาใน ในโลกหนึ่งยิ่งใหญ่มากหลวงปู่บอกว่ามีวิญญาณบอกต่อๆกันมารับกุศลผลบุญมากมาย ก็อนุโมทนาสาธุบุญด้วยนะคะ  และขอเอาบุญกุศลนี้อนุโมทนาบุญมายังทุกท่านด้วยเช่นกันนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ตะวัน วันที่ตอบ 2010-05-15 15:17:23


ความเห็นที่ 5 (3192390)

ขอแจมธรรมะด้วยคนนะคะ

 

ทิโส  ทิสํ  ยนฺตํ  กยิรา

เวรี  วา  ปน  เวรนํ

มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ

ปาปิโย  นํ  ตโต กเร ฯ

จิตที่ฝึกฝนผิดทาง

ย่อมทำความเสียหายให้

ยิ่งกว่าศัตรูทำต่อศัตรู

หรือคนจองเวรทำต่อคนจองเวร

 

Whatever harm a foe may do to a foe,

Or a hater to a hater,

An ill-directed mind

Can haem one even more.

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ตะวัน วันที่ตอบ 2010-05-15 15:27:19


ความเห็นที่ 6 (3194054)

พระพุทธองค์สอนไว้ให้คิดว่า 

"จงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ"

"จงชนะคนชั่วด้วยความดี"

"จงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้"

"จงชนะคนพูดพล่อยด้วยคำสัตย์"

 

ปัญญานันทภิกขุ

วัดชลประทานรังสฤษฏ์

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-05-25 22:08:27


ความเห็นที่ 7 (3194360)

ห้องที่ชื่อว่า "ใจ"
 
ใจ ของเรานั้น
ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า
เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น
สถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที
เป็นต้นว่า
เรามีห้องว่าง
เปล่าอยู่ห้องหนึ่ง
เมื่อ

เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ
เราใส่พระพุทธรูปเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ
เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องครัว
เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน
เราใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก
เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี

ห้องแห่งหัวใจของเรา
ก็ไม่ต่างอะไรกับห้องว่างเปล่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเลย
ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไรเข้าไปในใจ
ใจของเราก็จะเปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน

เราใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี
เราใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ
เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน
เราใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม
เราใส่ความกลัวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ
เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้
เราใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย
 
เห็นด้วยหรือไม่ว่า
ใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย
เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของเราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า

ใจเป็นนาย ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์ ...
หรือบางทีก็ตรัสว่า จิตฺเตน นียติ โลโก
แปลว่า โลกหมุนไปตามใจสั่งการ
โลกในที่นี้ หมายถึง ชีวิตของเรานั่นเอง
โลกคือชีวิต จะหมุนซ้าย หมุนขวา หมุนตรงหรือหมุนเอียง หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง
ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น
ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า
เราบรรจุอะไรลงไป
ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น

ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า
เราบรรจุอะไร
ลงไปในห้องแห่งหัวใจของเราบ้าง
ความรู้ ความงมงาย
ความรัก ความโกรธ ความเกลียด
ความโลภ ความดี ความชั่ว
ความริษยา ความหน้าด้าน ความสะอาด
สว่าง สงบ หรือความตื่นรู้

ชีวิตจะเป็นอย่างไร
รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย
ขึ้นสูงหรือลงต่ำ
สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง ...
 
 
  ว.วชิรเมธี 

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-05-26 22:26:02


ความเห็นที่ 8 (3195660)

สุญญตา  พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้หมายความว่าสูญเปล่า  ...แต่หมายถึง  โลกว่าง  หรือทุกสิ่งทุกอย่างว่าง เพราะไม่มีอะไรเป็นตัวเรา  หรือเป็นของของเรา ....ประการต่อมาคือ  จิตว่าง  จิตที่ไม่ได้สำคัญมั่นหมาย  ยึดถืออะไรว่าเป็นตัวเรา หรือเป็นของเรา.

[พุทธทาสภิกขุ]

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-06-02 20:53:54


ความเห็นที่ 9 (3195661)

ความจริง "ความไม่มี" มันเป็นของเดิม  "ความมี"น่ะมันมาทีหลัง  เราไม่ได้นึกว่า  "ความไม่มี" มันของเดิม   แต่ไปนึกถึง "ความมี" อยู่ตลอดเวลา

[ปัญญานันทภิกขุ]

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-06-02 20:56:08


ความเห็นที่ 10 (3195663)

ขอท้าให้พิสูจน์ว่า  มันมีหลักการอย่างนี้ คือ ยึดมั่นเป็นตัวกู-ของกู  เป็นทุกข์   วางเสียไม่ทุกข์  สงบเย็น

[พุทธทาสภิกขุ]

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-06-02 20:57:30


ความเห็นที่ 11 (3197078)

.....ทุกวันนี้ผู้คนมีความรู้มากมายตั้งแต่ระดับอะตอมไปจนถึงจักรวาล  แต่แทบไม่รู้จักตัวเองเลย  เรามีเวลาให้กับเงินทองและโทรศัพท์มือถือ   แต่กลับไม่มีเวลาให้กับจิตใจของตนเอง  ขณะที่หลายคนแห่งเข้าคอร์สอบรมการยิ้มและการชงกาแฟ  แต่กลับไม่รู้วิธีทำใจให้สงบ  ใช่หรือไม่ว่าเรารู้วิธีขับรถและควบคุมเทคโนโลยีนานาชนิด  แต่กลับไม่รู้วิธีจัดการกับอารมณ์ของตน 

" เราคิดได้เก่งมาก แต่หยุดคิดแทบไม่ได้เลย...."
 
พระไพศาล วิสาโล /มีใจเป็นมิตร มีจิตเป็นเพื่อน หน้า คำปรารภ

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-06-10 16:00:39


ความเห็นที่ 12 (3197235)

ว่าด้วยพระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่ได้นาน หลังพุทธปรินิพพาน คัดลอกจากพระไตรปิฏก      

ขอนอบน้อมพระรัตนตรัย

พราหมณสูตร
ว่าด้วยพระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่ได้นาน

[๗๗๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

            สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับได้ปราศรัยกะพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า:-

            [๗๗๘] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่ได้นาน ในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว และอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน ในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว?

            [๗๗๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

        ดูกรพราหมณ์ เพราะบุคคลไม่ได้เจริญ ไม่ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ไม่ได้นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว และ

  เพราะบุคคลเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ได้นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว

สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน?

    ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย    ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย


     ดูกรพราหมณ์ เพราะบุคคลไม่ได้เจริญ ไม่ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล พระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ไม่ได้นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว และเพราะบุคคลได้เจริญ ได้กระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แลพระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ได้นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.

            [๗๘๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์นั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่บุคคลผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าผู้มีจักษุจักแลเห็นได้ ฉะนั้น ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะจนตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

 http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_line.php?B=19&A=4586

ขออานิสงส์ในธรรมทานครั้งนี้  ดลบันดาลจิตให้พุทธศาสนิกชนและผู้ใฝ่ในธรรมะทั้งหลาย ได้ระลึกและมาปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 กันมากๆ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-06-11 11:01:22


ความเห็นที่ 13 (3198098)

สนทนาธรรมกับหลวงพ่อสุรศักดิ์ วัดมเหยงคณ์ จังหวัดอยุธยา  14 มิย 53 

สรุปคำสอน[ย่อๆ ไม่ได้ตรงกับวาจาหลวงพ่อแบบทุกคำ]

 3.1."เมื่อเกิดปีติ สุข จากสมาธิ  ให้รู้ว่านี้คือฉากหนึ่งของจิต เป็นฉากดี ซึ่งตรงกันข้ามกับเมื่อจิตเกิดนิวรณ์คือเป็นฉากที่ไม่ดี     แม้จะฉากดีหรือ ฉากร้ายก็ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งที่จิตรับรู้ในปัจจุบันขณะ"    ให้มีสติทุกเมื่อ

 3.2. ถ้าจะเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการต่อยมวย  แบ่งเป็น  คนที่เป็นมวยไฟเตอร์ที่ทำการบุกตลุยข้าศึกคือชกกับกิเลสอย่างหนักหน่วง ซึ่งอาจจะได้รับความทุกข์ยากลำบากและบอบช้ำ  แต่ก็ทำให้ชนะได้ไว คือ สามารถน็อคคู่ต่อสู้ได้   หรือ อีกลักษณะคือ ผู้ที่ใช้ชั้นเชิงลีลาการแย็บ แล้วหลบหลีก  การปฏิบัติธรรมก็จะสบายๆ อาจจะนานหน่อยแต่สุดท้ายก็ชนะคะแนน "

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-06-15 13:14:50


ความเห็นที่ 14 (3205105)

สรุป ธรรมเทศนา "สุขแท้ด้วยปัญญา" โดยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล   เนื่องในวาระครบ 25 ปี รร.วรรณสว่างจิต วันที่ 22 กรกฎาคม 2553 เวลา 9.30 น.

1.เมื่อเด็กโกรธหรือโลภให้เราสั่งสอนเขาเหมือนเป็นกระจกเงา คือ ให้เขาดูจิตใจตนเอง
เช่น  มีเด็กคนหนึ่งอายุราว 4 ขวบกำลังโกรธคุณยายจากที่คุณยายทำอะไรให้ไม่ถูกใจ  แม่เด็กคนนี้ไม่ได้ห้ามบอกว่าให้เด็กหยุดโกรธคุณยาย แต่ถามว่า
"ลูกรู้สึกโกรธเท่ามดหรือโกรธเท่าฟ้า"  เมื่อเด็กย้อนกลับไปดูจิตตนเองแล้ว ก็จะทำให้เขามีสติ และลืมเรื่องที่โกรธ[เพราะจิตไปดูว่าตอนนี้โกรธน้อยหรือโกรธมาก]
 จิตเด็กง่ายแก่การรับข้อมูล ฉะนั้นช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญที่จะเปิดมุมมองการมองโลกในทางบวกให้เด็กมอง

2.คนเราส่วนใหญ่มองไม่เห็นความสุขในปัจจุบันขณะ   มัวแต่ไปคิดเรื่องอดีตและอนาคต  เช่น ขณะนั่งฟังเทศน์อยู่นี้  ได้นั่งเก้าอี้สบายๆ อากาศก็ไม่ร้อน ซึ่งควรจะมีความสุข แต่บางคนกลับไปนั่งคิดไปในอนาคตว่า เอ้ จะหาเงินมาเสียค่าเทรมลูกยังไง การคิดแบบนี้เป็นการสร้างทุกข์ให้กับตนเอง
ความสุขที่แท้อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรออนาคต และ ไม่เกี่ยวกับอดีตเพราะเป็นสิ่งที่ล่วงมาแล้วลองสังเกตดู  

3.ควรมองให้เห็นคุณค่าในสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ   ทำให้เรามีความสุข ที่นี้ เดี๋ยวนี้   บางคนไม่รู้สึกสุขในปัจจุบัน แต่เมื่อไหร่ที่ความทุกข์มาเยือน ถ้ามองย้อนกลับไป ก็จะได้สติว่าเราควรจะมีความสุขตั้งแต่แรกแล้ว

เช่น ตอนนี้เรามีอากาศบริสุทธิ์ในการสูดหายใจ  ควรจะมีความสุขกับอากาศที่บริสุทธิ์ เพราะเมื่อหากอากาศเสียเกิดขึ้นมาทำให้เราหายใจไม่ออก   เราจึงจะรู้ว่าอากาศที่บริสุทธิ์เมื่อก่อนนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าแก้วแหวนเงินทองหรือทรัพย์สินใดๆ

    เคยมีนักกีฬาคนนึง เมื่อหลายปีก่อน  เป็นนักกีฬาทีมชาติ  เขามีคุณพ่อเป็นโคชให้   เขาฝึกซ้อมและมุ่งหวังจะได้เหรียญทองจากการแข่งขัน   จนวันนึง เขาไปแข่งขันที่ต่างประเทศโดยไม่มีคุณพ่อติดตามไปด้วย   เขาแข่งกีฬาชนะเลิศและได้เหรียญทอง  มีผู้คนมากมายมาร่วมแสดงความยินดี  หลังงานฉลองเลิก    มีคนโทรมาบอกเขาว่า คุณพ่อของเขาเสียชีวิตแล้ว  เขาร้องไห้โฮ และสิ่งที่เขาบอกคือ "ขอคุณพ่อกลับคืนมา  คุณพ่อมีคุณค่ามากกว่าสิ่งใดๆ[รวมถึงเหรียญทองที่เขาได้ด้วย]"

4.ควรพอใจกับสิ่งที่ตนเองมี สิ่งที่ตนได้ มีความ "สันโดษ" สิ่งนี้ทำให้เราเพียงพอ และ มีความสุขในปัจจุบัน

   การไม่สันโดษในสิ่งที่ตนได้ มักสร้างทุกข์ให้กับเราเสมอๆ เช่น     เราซื้อของและต่อรองราคาได้ เราก็ภูมิใจว่าซื้อของได้ถูก แต่ต่อมาเราไปรู้ว่าเพื่อนของเรา ซื้อของได้ถูกกว่าเราอีก   เราก็ยิ้มไม่ออก นึกอิจฉาเพื่อน  เกิดทุกข์ขึ้นมา
ทำไมไม่มองว่า เราซื้อของได้ถูกกว่าหลายๆคน แทนจะไปเปรียบเทียบกับคนที่ซื้อของได้ถูกกว่าเรา

 ยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง

    มีคุณป้าคนหนึ่งเล่นหุ้นขายได้กำไร 10 ล้านบาท  ลองถามทุกๆคนดูซิ ว่าจะดีใจกันไหม  แต่คุณป้าคนนี้บอกว่า ป้าเป็นทุกข์ เพราะว่า ถ้าขายหุ้นตัวนั้นในวันนี้จะได้ 20 ล้านบาท  ป้าทุกข์มาก  อีกวันหนึ่งป้าคนนี้ก็ไม่มาที่ตลาดหุ้น  สอบถามได้ความว่าแกป่วยจากการคิดมากเรื่องขายหุ้นได้กำไรแค่ 10 ล้านบาท   นี้เป็นตัวอย่างที่เราไม่สันโดษในสิ่งที่ตนได้ ทำให้เกิดทุกข์

5.ผู้มีปัญญามักจะมองมุมมองที่ทำให้ตนไม่เป็นทุกข์   เห็นประโยชน์และมองในสิ่งดีๆในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้น แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องร้ายที่สุด  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมีมุมมองในเชิงบวกเสมอ

เช่น   เราทำของหาย  บางคนที่มีปัญญาก็บอกว่า "เราคงจะทำกรรมไม่ดีมาก่อน นี้กรรมที่เราทำไม่ดีส่งผลมาแล้ว   เราได้ชดใช้ไปแล้ว" การคิดลักษณะนี้ ทำให้เราเจ็บปวดแค่อย่างเดียวคือ ของหาย แต่ใจเราไม่หายไปด้วย

สรุป
"ให้วางใจไว้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา  ดีทั้งหมด  มองในแง่บวกเสมอๆ ทำให้เราสุขง่าย ทุกข์ยาก"

กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-07-23 13:20:14


ความเห็นที่ 15 (3209917)

คติธรรมอำนวยพรพระเถราจารย์

หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย

วัดป่าสาลวัน  อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

....การทำสมาธิ....มิได้หมายความว่า  เราจะมากำหนดจิตบริกรรมภาวนา....หรือ...มาพิจารณาเฉพาะในขณะนั่งหลับตาเท่านั้น  แม้เวลาอื่นนอกจากการปฏิบัติ คือ นอกจากการเดินจงกรมและจากการนั่งสมาธิ  เราจะทำอะไร  จะพูด  จะคิด  จะดื่ม  จะฉัน  จะรับประทานอะไรก็ตาม  ให้มีสติสัมปชัญญะคอยกำกับและเอาตัวรู้สะกดตามไปด้วย คือให้มีผู้รู้  ในเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะ กำกับรับรู้กิริยาความเคลื่อนไหวของเราอยู่ทุกอิริยาบถ  ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม  ทำ พูด คิด  เราก็มีสติสังวรอยู่  การมีสติสังวรอยู่  สํวโรคือ การสำรวม  การสำรวมคือ ศีล   ความตั้งมั่นจดจ้องต่อการสังวรระวัง ก็คือ สมาธิ   ความีสติสัมปชัญญะ รู้รอบคอบอยู่ทุกอิริยาบถนั้น คือ ปัญญา

 

ข้อมูลจากหนังสือ มรดกธรรม  

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-08-21 20:55:08


ความเห็นที่ 16 (3213075)

 

พุทธศาสนาเสนอแนวคิดที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก

 

กล่าวคือสิ่งที่นึกว่าเป็นตัวเรา สิ่งที่เรารู้เห็นทั้งหมด

 

ตกลงเป็นแค่ของหลอกให้รู้สึกไปชั่วคราว

 

พอใจยึดจับอะไร ทึกทักอะไรเป็นตัวเป็นคน

 

สิ่งนั้นก็ปรวนแปรไปเป็นอื่นเสียหมด

 

ที่ผ่านมาแม้ตาเราตื่น แต่จิตก็หลงฝันไปทั้งสิ้น

 

จาก มหาสติปัฏฐานสูตร/คุณดังตฤณ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อโหสิ วันที่ตอบ 2010-09-07 15:46:57


ความเห็นที่ 17 (3250568)

“ความหมายของการสร้างสติก็เพื่อให้รู้เท่าทันกรรม

ให้จิตคลายออกจากความทุกข์นั้นๆ”

     “ถ้าจิตเค้ารู้เค้าเห็นตามความเป็นจริง

เค้าก็จะปล่อยจะวาง แต่นี่เค้ายังหลง

เราต้องมาสร้างตัวรู้ให้รู้ทันกิเลส รู้จิต”

 

วาทะธรรม พระอาจารย์สำราญ ธมฺมธุโร (หลวงพ่อกล้วย)

ผู้แสดงความคิดเห็น กอหญ้าอ้อ วันที่ตอบ 2010-10-01 20:33:42


ความเห็นที่ 18 (3254462)

ไม่นึกถึงอดีต ไม่นึงถึงอนาคต ทำวันนี้ให้มีศิล

ผู้แสดงความคิดเห็น ศ.ชรัตน์ (sasima49-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2010-10-08 13:59:47


ความเห็นที่ 19 (3255189)

"บุญ ไม่เคยสร้าง ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า"

 

"ลูกเอ๋ย ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด 

เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน

เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย

มิฉะนั้น เจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัว

เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด

ไม่มีอะไรเหรือติดตัว...แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า

หมั่นสร้างบารมีไว้แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง"

จงจำไว้นะเมื่อยังไม่ถึงเวลา เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้

ครั้งถึงเวลาทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่

จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย

จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า"

 

คำเทศนาของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

ผู้แสดงความคิดเห็น ศ.ชรัตน์ วันที่ตอบ 2010-10-11 09:42:52


ความเห็นที่ 20 (3255237)

อนุโมทนา คุณ ศ.ชรัตน์ ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น Web master วันที่ตอบ 2010-10-11 11:39:01


ความเห็นที่ 21 (3256473)

"...อย่าเป็นผู้ปฏิเสธเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมอย่างปราศจากเหตุผล

คือ อย่าปฏิเสธดื้อๆ ว่าใครจะเคยเกิดเป็นใครอะไรมาก่อนก็ตาม ก็ไม่ใช่เรา

เราไม่เคยเกิดเช่นนั้นแน่ คนจะเกิดมาแต่สัตว์ไม่ได้ สัตว์จะไปเกิดเป็นคนก็ไม่ได้

ไม่มีเหตุผล เป็นความเชื่อที่ปราศจากเหตุผล เป็นคนสมัยใหม่แล้วเชื่ออย่างนั้นไม่ได้

เพื่อความไม่ประมาท จงอย่างปฏิเสธโดยไม่รู้จริงเช่นนี้ เพราะวันหนึ่งจะหนีไม่พ้น

ผลที่น่ากลัวหนักของกรรม..."

 

จากหนังสือ ชีวิตนี้น้อยนัก

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศ.ชรัตน์ วันที่ตอบ 2010-10-13 09:28:32


ความเห็นที่ 22 (3257373)

"พระพุทธองค์" ทรงตรัสไว้ว่า ไม่ให้เชื่อถือในเรื่องที่งมงายไร้เหตุผลใน "กาลามสูตร" 10 ข้อ คือ

1.อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา

2.อย่าเชื่อโดยเหตุสักแต่ว่าตามสืบๆ กันมา

3.อย่าเชื่อโดยตื่นข่าว

4.อย่าเชื่อโดยอ้างปิฎก

5.อย่าเชื่อโดยนึกเดาเอาเอง

6.อย่าเชื่อโดยคาดคะเน

7.อย่าเชื่อโดยตรึกตรองตามอาการ

8.อย่าเชื่อโดยเห็นว่าถูกต้องสิทธิ์ของตน

9.อย่าเชื่อโดยเห็นว่าผู้พูดเชื่อถือได้

10.อย่าเชื่อโดยถือว่าสมณะนั้นเป็นครูของเรา

 

ดังนั้น เราต้องเป็นผู้ซึ่งครองชีวิตของตนให้เป็น "ผู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน"

เป็นผู้มีปัญญาในการใคร่ครวญคิดในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุและผล

 

จากบางตอนของหนังสือ คิดสุขไม่คิดทุกข์

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศ.ชรัตน์ วันที่ตอบ 2010-10-14 09:08:41


ความเห็นที่ 23 (3258318)

                                   "  เงินกับธรรมมะ "

เงินซื้อเตียงนอนได้                        แต่ซื้อการหลับที่เป็นสุขไม่ได้

เงินซื้อกระดาษ ปากกาได้               แต่ซื้อความเป็นกวีไม่ได้

เงินซื้ออาหารดีๆ ได้                       แต่ซื้อความอยากรับประทานอาหารไม่ได้

เงินซื้อการประจบประแจงสอพลอได้  แต่ซื้อความจริงใจไม่ได้

เงินซื้อการตามใจได้                       แต่ซื้อความจงรักภักดีไม่ได้

เงินซื้อเพชรนิลจินดาได้                   แต่ซื้อความงามไม่ได้

เงินซื้อความสนุกชั่วครู่ได้                 แต่ซื้อความสุขไม่ได้

เงินซื้อเพื่อนร่วมทางได้                   แต่ซื้อปัญญาไม่ได้

เงินซี้ออำนาจราชศักดิ์ได้                 แต่ซื้อปัญญาไม่ได้

เงินซื้ออาวุธยุทธภัณธ์ได้                  แต่ซื้อสันติสุขไม่ได้

เงินซื้อเมียที่สวยได้                         แต่ซื้อแม่ที่ดีของลูกไม่ได้

 

( หลวงพ่อจรัญฐิตธัมโม )

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศ.ชรัตน์ วันที่ตอบ 2010-10-15 10:20:48


ความเห็นที่ 24 (3259816)

ทาสความ "คิด" หยุดความ "สุข"

           เราเคยสังเกต....กันบ้างไหมว่า...ทำไมบางทีปัญหาเรื่องเล็กๆ บางเรื่อง

ถึงสามารถทำให้เรานั้นลำบากทุกข์ใจได้หนักจัง

          แต่หากมองกันดีๆ บางทีปัญหาเรื่องนั้นอาจไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรเลย

          แต่ตัวปัญหาที่แท้จริงซึ่งเข้าไปขยายเรื่องให้มันใหญ่โตขึ้นก็คือ "เจ้าความคิด"

ของเรานี่เองที่เป็นตัวเติมเชื้อให้มันขยายวงลามออกไป

          เพราะยิ่ง "คิด" ก็ยิ่งเครียด

          เพราะยิ่งพยายามจะลืมมันก็เหมือนยิ่งฉุดให้มัน "ผุด" ขึ้นมาซ้ำเติมความรู้สึกแย่ๆ

ภายในใจเข้าไปอีก

          ดังนั้น ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ จึงเปรียบดังก้อนหิน

ก้อนหินนั้นโดยธรรมชาติของมัน คือ มีความหนัก และความทุกข์เอง โดยธรรมชาติของมันคืออาการของ

ความหนัก "ใจ" ไม่สบายใจนั่นเอง

          เพราะเจ้าความหนักนี้เองที่ทำให้เราไม่สบาย ทำให้เราทุกข์...

          การปล่อยวางจึงเป็นหนทางที่ "งดงาม" และ "สุข" ที่สุด

 

เรียบเรียงโดย อุทิศ เกรียวไกรสร

ผู้แสดงความคิดเห็น ศ.ชรัตน์ วันที่ตอบ 2010-10-18 12:05:53


ความเห็นที่ 25 (3286501)

ทำอะไรก็ทำได้แต่อย่าลืม....ทำดี

          ดีอะไรก็ดีได้             แต่อย่าดีแต่พูด

            ผูกอะไรก็ผูกได้      แต่อย่าผูกใจเจ็บ

           ทำอะไรก็ทำดได้       แต่อย่าทำชั่ว

            ร้องอะไรก็ร้องได้       แต่อย่าร้องไห้

             พูดอะไรก็พูดได้           แต่อย่าพูดมุสา

             คิดอะไรก็คิดได้           แต่อย่าคิดไปเอง

              มีอะไรก็มีได้                 แต่อย่ามีกิ๊ก

               เก่งอะไรก็เก่งได้            แต่อย่าเก่งอยู่คนเดียว

              สนุกอะไรก็สนุกได้         แต่อย่าสนุกเกินขอบเขต

             หนีอะไรก็หนีได้                   แต่อย่าหนีความจริง

             เสียอะไรก็เสียได้                  แต่อย่าเสียเวลา

              เห็นอะไรก้เห็นได้                 แต่อย่าเห็นแก่ตัว

              จับอะไรก้จับได้                    แต่อย่าคอยจับผิดคนอื่น

              หาอะไรก็หาได้                       แต่อย่าหาทุกข์ใส่ตัว

               ขาดอะไรก็ขาดได้                 แต่อย่าขาดปัญญา

                หนุนอะไรก็หนุนได้              แต่อย่าหนุนคนโกง

               ฟังอะไรก็ฟังได้                  แต่อย่าฟังความข้างเดียว

                หน่ายอะไรก็หน่ายได้       แต่อย่าหน่ายการเรียน

               ใช้อะไรก็ใช้ได้                 แต่อย่าใช้เงินเกินตัว

                 ลืมอะไรก็ลืมได้               แต่อย่าลืมบุญคุณ

                   คบอะไรก็คบได้                แต่อย่าคบคนพาล

                   หายอะไรก็หายได้          แต่อย่าหายใจทิ้ง

                    ห่างอะไรก็ห่างได้      แต่อย่าห่างธรรมะ

 

 

 

 

 

 

 

                

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ส.แสงธรรม วันที่ตอบ 2011-03-19 15:12:40


ความเห็นที่ 26 (3314316)

บางครั้งการที่ได้พบเห็นคนอื่น ๆ ทำความดีแล้ว

เรารู้สึกดีไปกับเขาเหล่านั้นด้วย  แต่ก็ไม่รู้จะใช้คำพูดไหน   ให้เหมาะสม

บอกพวกเขาเหล่านั้น   ด้วยความตั้งใจจริง   ได้แต่เพียงเปรยเบา ๆ  ว่า

อ นุ โม ท นา สา ธุ 

ผู้แสดงความคิดเห็น พระครูใบฎีกาเทพฤทธิ์ (kammattan-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-01-16 06:38:46


ความเห็นที่ 27 (3314317)

มีบาตรหนึ่งใบ เที่ยวไปโปรด

 แล้วลงโบสถ์ ทำวัตรดัดนิสัย

กวาดลานวัด ทุกวันนั้นสุขใจ

แสนผ่องใส ในหมู่สงฆ์ คงเรืองรอง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น สหธรรมมิกใน เฟสบุ็ค (kammattan-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-01-16 06:48:53


ความเห็นที่ 28 (3316380)

 

พระคาถาบูชาพ่อ ร. ๕

(ธูป ๙ ดอก ตั้งนะโม ๓ จบ)

พระสยามมิน ทะโร วะโร อัตตัง           พุทธะสังมิ อิติ อะระหัง

วะรังพุทโธ นะโมพุทธายะ                    ปิโยเทวา มนุสสานัง

ปิโย พรหมานะ มุตตะโม                      ปินัน หริยัง นะมามิหัง

ข้าพเจ้าได้พบหนังสือเล่มนี้เข้าด้วยความบังเอิญ เมือ่อ่านดูแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงได้พิมพ์แจกเป็นกุศลทาน ซึ่งในใจความหนังสือมีอยู่ว่า

                วันหนึ่งในโบสถ์ของวัดศิริประสุประตินาถได้มีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ได้นั่งสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ของวัดในเวลานั้นก็มีงูตัวหนึ่งได้เลื้อยออกมาจากหน้าพระพุทธรูปในโบสถ์ หลวงพ่อเมื่อได้เห็นงูตัวนั้นก็เกิดอาการกลัว จากนั้นงูก็ได้กลายร่างเป็นมนุษย์ในรูปของพราหมณ์แล้วพูดกับหลวงพ่อว่า “เจ้าไม่ต้องกลัว และตกใจ เจ้าจงฟัง” “ข้าพเจ้า  คือพญานาคราชและได้จุติ ณ วัดแห่งนี้เพื่อบำบัดปัดเป่าความชั่วร้ายและคนบาป คนที่ทำกรรมไว้มากจะพินาศหายไปจากโลกนี้ และให้เจ้าจงประกาศให้คนได้รู้ทั่วกันว่า ผู้ใดนำเรื่องของข้าพเจ้าไปพิมพ์แจก ๑,๐๐๐ ใบ ภายใน ๑๕-๓๐ วัน มันผู้นั้นจะโชคดีมีโชคลาภ มีความสุขความเจริญคิดสิ่งใดจะสมปรารถนาทุกประการ และผู้ใดได้รู้ได้อ่านอย่าคิดว่าเป็นการหลอกลวงหรือไม่เชื่อและผู้ใดคิดจะพิมพ์แจก อย่าคิดพิมพ์ผัดวันประกันพรุ่งหรืออ่านแล้วฉีกทิ้ง มันผู้นั้นจะมีเรื่องและภัยพิบัติเกิดขึ้นต่อผู้นั้น อ่านแล้วอย่าทิ้งพิมพ์แจกหรือแจกต่อๆไป (หรือเก็บไว้สวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว)

ผู้แสดงความคิดเห็น ย.ยาดา วันที่ตอบ 2012-01-30 13:36:31


ความเห็นที่ 29 (3329064)

จบกิจ  จบจิต

 

http://www.rombodhidharma.com/05-Dharma/Pg-05-Dharma.htm

ผู้แสดงความคิดเห็น patmuxx วันที่ตอบ 2012-04-16 14:55:57


ความเห็นที่ 30 (3346265)

 บางครั้ง

บางครั้งคนเรามักจะมองหาสิ่งที่สำคัญและความสุขของตัวเองอยู่เสมอ แม้ว่าสิงๆ นั้นอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ตามที ผมก็เป็นหนึ่งในร้อยในล้านคนเหล้านั้น ที่มองหาสิ่งที่สำคัญในชีวิต บ้างครั้งเหมื่อนว่าพบจะค้นหามันเจอ แต่มันก็หลุดลอยออกไปจากตัวผมตามการเวลา จนผมตระหนักว่าสิ่งที่ผมพบเจอนั้นมันไม่ใช้ความสุขที่แท้จริง จึงทำให้ผมออกค้นหาความสุขใหม่ๆอยู่เสมอ ผมอย่ากให้บุคคลใดก็ตามที่ได้อ่านบทความนี้ จงลืมบทความหรือหนังสือที่ท่านได้อ่านมาทั้งหมดไปซะ แล้วมาเริ่มต้นใหม่ที่ตัวอักษรแรกต่อไปนี้  *ชีวิต* เกิดมาเพื่ออะไร เรียน ทำงาน แต่งงาน สืบพันธ์ แล้วตาย ผมมองว่ามันเป็นวัดทจักรของชีวิตเหมือนการเวียนไหว้ตายเกิด บางครั้งรู้สึกหดหู่ใจที่ตนเองเกิดมาไม่มีบดบาทอะไรในสังคมเลย ถูกมองว่าไรความสามารถ ขาดความคิดเป็นของตนเอง ถูกปลูกฝังว่าต้องเรียนหนังสือนะจะได้มีความรู้มากๆๆ ได้งานดีๆๆทำมีหน้ามีตาในสังคม จนเราทั้งหลายจำได้ขึ้นใจ จนเป็นสวนหนึ่งในความคิดที่ไม่อาจจะลืมได้เมื่อถูกปลูกฝังเข้าจนทำให้เราเริ่มมองเห็นความสุขที่แท้จริงของชีวิตน้อยลงไปทุกที จนทำให้ผมคิดว่าบ้างครั้งผมก็ยากจะกลายเป็นคนโง่ ไม่รู้เรื่องอะไรในชีวิตเลย เพื่อที่จะหลีกหนี้ปัญหาและความคิดเหล่านั้น และผมก็ค้นหาความสุขของตนเองจนพบผมพบความสุขนั้นคือการฟังคนอื่นพูดในเรื่องแงคิดของเข้าในเรื่องต่างๆ แล้วนำมาวิภาควิจารถึงความผิดพลาดที่เข้าพูดในเชิงเนื่อหาความหมายและความเข้าใจ ว่าตรงกับที่เราคิดหรือไม่ ถ้าไม่ตรงเราก็สืบหาข้อมูลที่ว่าใครผิดใครถูกโดยไม่เข้าค้างตนเอง พอผมได้ยินคนที่แสดงความคิดเห็นผิดๆๆ  ผมนั้งยิ้มและมีความสุขเปลียบเสมือนว่าผมเหนือกว่าเข้าในเรื่องๆนั้นที่เข้าอธิบายหรือวิจารผิด ช่างเป็นความสุขที่ยกยอตัวเองทำให้ตนดูฉลาดและมีคุณค่าทีเดี่ยว 5555 คุณเห็นมัยละครับว่า ความสุขนั้นอาจะเป็นอะไรก็ได้แม้มันจะเป็นสิ่งที่มี่เง้าแค่ใหนก็ตาม มันก็คือความสุขที่ คุณพึงพอใจและสนุกกับมัน

                                                                                                                                              คุณ  ชิชะ

ผู้แสดงความคิดเห็น kridsana วันที่ตอบ 2012-08-05 16:14:42


ความเห็นที่ 31 (3348474)

อยากได้ดีไม่ทำดีนั้นมีมาก ดีแต่อยากหากไม่ทำน่าขำหนอ

อยากได้ดีต้องทำดีอย่ารีรอ ดีแต่ขอรอแต่ดีไม่ดีเอย

ผู้แสดงความคิดเห็น ธมฺมปีติ วันที่ตอบ 2012-08-22 14:29:10


ความเห็นที่ 32 (3353686)

 ลมหายใจนั้นมีค่า......

ว่างๆก็จงมีสติดูลมหายใจ....

อย่าปล่อยให้มันเข้าออกทิ้งไปเฉยๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น กัลยาณมิตร มิตรแท้ (denchai8-at-hotmail-dot-co-dot-th)วันที่ตอบ 2012-09-25 22:15:38


ความเห็นที่ 33 (3366547)

 คำขอขมาและอธิฐานจิต

      อธิฐานหน้าพระพุทธรูป  หรือ สวดมนต์ก่อนนอน

ตั้งนะโม ๓ จบ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระโต สัมมา สัมพุทธัสสะ  ๓ จบ

สัพพัง อะปะระธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะคะตัง

สัพพัง ทะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเด อุกาสะ ชะมามิ ภันเต

     หากข้าพเจ้าจงใจ หรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารบ์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกองค์ พระอริยสงค์ ตลอดจนสิ่งศ้กด์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วยกาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรด อโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า หากข้าพเจ้า มีเจ้าของในตัวติดตามมา ขออุนุญาติมีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่ติดตามมาในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายเป็นอิสระต่อกัน

     ข้าพพจ้าประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจุจับ จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่งทั้งทางโลก ทางธรรม ตั้งแต้บัดนี้ ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ

หากมีผู้ใดได้สร้างเวร สร้างกรรมกับข้าพเจา มาว่าชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนคำพยาบาท ความอาฆาต และคำสาปแชงในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพเนจากคำสาปแช่งขอปวงชน ขอเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรกภูมิ พบแสงสว่าง ทั้งทางโลก และทางธรรรมเทอญ

 

ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐาน     พระประทานพรให้ใจสุขศรี

ขอให้บุญที่กระทำในครังนี้           ช่วยหัลูกพ้นจากเวรกรรม

ให้ชีวิตชื่นบานสำราญสุข           สิ้นความทุกข์มีคนอุ้มชูอุปถัมภ์

ให้เจ้ากรรมนายเวรและกทวัญ      ขอให้ท่านได้กุศลผลบุญนี้เทอญ

 

คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ

แต่ละคนมีเจ้ากรรมนายเวรที่แตกต่างกัน

การสวดขอขมาเื่อให้ลดและปลดหนี้กรรมให้น้อยลง

 

ประวัติ

วันหนึ่งในโบสถ์ของว้ดศิริประสุปะตินาถ ได้มีหลวงพ่อเปหนึ่งได้นั่งสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ของวัด ในเวลานั้นก็มีงูตัวหนึ่งไดเลื้อยออกมาจากหน้าพระพุทธรูปในโบสถ์ หลวงพ่อเห็นงูตัวนั้นก็กล้ว หลังจากนั้นงูได้กลายเป็นมนุษย์ในรูปของพราหมณ์ แล้วพูดกับหลวงพ่อว่า เจ้าไม่ต้องกลัวและตกใจ เจ้าจงฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคือพญานาครชและได้จุติ ณ วัดแห่งนี้เพื่อบำบัดปัดเป่าความชั่วร้ายและคนบาป คนที่ทำกรรมไว้มากจะพินาศหายไปจากโลกนี้ และเจ้าจงปรักาศให้คนได้รับรู้ทั่วว่า ผูใดนำเรื่องของข้าพเจ้าพิมพ์แจก ๑,๐๐๐ ใบ ภายใน ๑๕-๓๐ วัน มันผู้นั้นจะมีโชคลาภ มีความสุขความเจริญ คิดสิ่งใดสมความปรารถนาทุกประการ และผู้ใดได้รู้แล้สอย่าคิดว่าเป็นการหลอกหลวงหรือไม่เชื่อ ผู้ใดคิดพิมพ์แจก ภายใน ๑๕-๓๐ วัน อย่าคิดพิพพ์ผัดวันประกันพรุ่งหรืออ่านแล้วฉีกทิ้ง มันผู้นั้นจะมีเราองและภัยพิบัติเกิดขึ้นต่อผู้นั้น อ่านแล้วอย่าทิ้ง พิพม์แจก หรือแจกต่อๆไป หรือเก็บไว้สวดมนต์เพื่อเป็นสิริวงมคแกก่ตนเองและครอบครัว

 

     อานิสงค์จากการพิพพ์เอกสารแจก กรรมเวรจากอดีตชาติจะลบล้วงหนี้เวร จะได้คลี่คลายพ้นจากภัยจากทะเลทุกข์ โรคภัยและเจ้ากรรมนายเวรจะพ้นไป กิจการจะราบรื่นสมความปรารถนา บารมีคุ้มครองลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข ลูกที่ดื้อรั้นจะกลับกลายเป็นคนดี พ่อมาจะมีสุขภาพแข็งแรง อายุยื่นาน วิญญาณคนี่เราเคารพจได้ไปสู่สุขคติ

 

 

 

 

คำขอขมาและอธิฐานจิต จัดทำโดย ครอบครัว เวียงนนท์ วงศ์สมศรี จันหอม สุธิสุนทร : กรุณาส่งต่อเพือสร้างบุญบารมีต่อไป

ผู้แสดงความคิดเห็น ครอบครัว เวียงนนท์ วงศ์สมศรี จันหอม สุธิสุนทร วันที่ตอบ 2013-01-13 10:50:58


ความเห็นที่ 34 (3368047)

 มีผู้ใช้กาลามสูตรผิดๆว่าเป็นพระสูตรที่ตรัสสอนไม้ให้เชื่อพระพุทธองค์

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-01-28 19:25:18


ความเห็นที่ 35 (3368063)

 เพราะเข้าใจผิดว่าพระพุทธองค์ตรัสกาลามสูตรเพื่อให้รู้จักวางท่าทีต่อสิ่งต่างๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-01-29 01:30:56


ความเห็นที่ 36 (3368064)

 ความจริงแล้วพระพุทธองค์ตรัสเพื่อให้คงความเคลือบแคลงสงสัยในทิฏฐิต่างๆไว้  อย่าไปยึดถือทิฏฐิใดขึ้นมา โดยตรัสถึงเหตุแห่งการยึดถือทิฏฐิ10 ประการ. ทั้งนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวกับพระพุทธองค์เลย  เพราะธรรมของพระพุทธองค์นั้นไม่ใช่ทิฏฐิใดทิฏฐิหนึ่งในทิฏฐิทั้งหลาย

ต่อจากนั้นพระองค์ตรัสธรรมที่เป็นสันทิฏฐิกะคือธรรมที่พึงเห็นได้ด้วยตนเอง คืดตรัสว่า"เมื่อใดท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านี้เป็นอกุศลฺ....." พระองค์ตรัสธรรมที่พึงเห็นได้ด้วยปัญญา ไม่ต้องอิงอาศัยทิฏฐิใดทั้งสิ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธาอิทธิ วันที่ตอบ 2013-01-29 02:07:06


ความเห็นที่ 37 (3368195)

 ผู้มีปัญญาย่อมเห็นคุณของพระพุทธเจ้า  ยิ่งมีปัญญามากย่อมเห็นมาก  จุดเริ่มต้นในการเข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์คือการเห็นคุณนี้  เพราะฉะนั้นจึงควร

ทำความเข้าใจในคุณของพระพุทธองค์ให้ถ่องแท้  ซึ่งมีอธิบายในอรรถกถา และท่องจำให้ขึ้นใจ. นี่เป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของปัญญา เป็นบททดสอบปัญญา.  ผู้ไม่มีปัญญาจะไม่เห็นคุณต่างๆของพระพุทธเจ้า

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-01-29 21:21:37


ความเห็นที่ 38 (3368347)

 ธรรมของพระพุทธเจ้่นั้นยาก ละเอียด ลึกซึ้ง. แต่ดูเหมือนว่าเราจะไม่ตระหนักถึงความยากนี้. เราพยายามจะดัดแปลงให้เข้าใจง่ายโดยไม่สนใจว่าจะทำให้ความหมายเดิมผิดเพี้ยนไปอย่างไร. เช่่นคำว่าสัมมาทิฏฐิ  เราคิดว่าคำนี้เข้าใจยากน่าจะใช้ทิฏฐิถูกแทน. โดยไม่ใส่ใจว่าสองคำนี้ความหมายไม่เหมือนกัน

หรือเมื่อกล่าวถึงขันธ์ห้าก็บอกว่ายุ่งยาก

ที่เป็นดังนี้เพราะเราอยู่ในยุคที่มนุษย์ถือตัวว่ามีระบบหาความรู้ที่ดีที่สุด ทำให้มีทิฐิมานะจัดมาก ทำให้เราใช้ระบบความคิดของเราเป็นตัวตั้ง. และพยายามปรับคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ให้เข้ากับระบบความคิดของเรา

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-01-30 21:50:26


ความเห็นที่ 39 (3368483)

 ความยากของพระธรรม

พระธรรมมีความซับซ้อนกับทั้งมีเนื้อหามากจึงทำให้หลงเข้าใจผิดได้ง่ายๆ

เช่นเมื่ออ่านพบว่า"ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบัน ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั่นๆได้...." ก็เข้าใจผิดว่าพระองค์ตรัสถึงให้อยู่ในปัจจุบัน แทนที่จะเข้าใจพระองค์ตรัสถึงวิปัสนาญาน  หรือเมื่ออ่านพบว่าเรื่องสัตว์ตายแล้วเกิดหรือไม่พระพุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ ก็เข้าใจผิดว่าพระองค์ให้สนใจแต่ชาตินี้ ความเชื่อในโลกนี้และโลกหน้าไม่สำคัญ แทนที่จะเข้าใจว่าที่พระองค์ไม่ตอบนั้นเพราะคำถามนั้นส่งเสริมความยึดมั่นในทิฏฐิ

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-01-31 23:36:52


ความเห็นที่ 40 (3368619)

 เหตุที่พระธรรมนั้นมีความซับซ้อนและมีเนื้อหามากเพราะพระธรรมนั้นอธิบายความเป็นอนัตตา แต่ความยึดมั่นในอัตตาและทิฐิมานะของเราทำให้เข้าใจธรรมแบบอัตตา ซึ่งเรียบง่ายและเข้าใจง่าย และเราหลงคิดว่าเราเข้าใจแล้ว เช่นเราเข้าใจอริยสัจว่าเป็นปัญหาและการแก้ปัญหา เข้าใจโยนิโสมนสิการว่าเป็นระบบการใช้ความคิดแบบพิเศษ เข้าใจการเห็นธรรมปัจจุบันว่าเป็นการอยู่กับปัจจุบัน

เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่จะเกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องอ่านอรรถกถาควบคู่ไปกับพระไตรปิฎกเสมอ

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-01 21:58:10


ความเห็นที่ 41 (3368680)

 ความละเอียดของพระธรรม

เราเคยชินที่จะสรุปเนื้อหาเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น  การสรุปนี้ไม่สามารถใช้กับพระธรรมได้ เรามีแต่ต้องหารายละเอียดเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่นปัญญา การที่จะรุ้จักปัญญาได้ชัดขึ้นจะต้องลงรายละเอียดเหล่านี้คือ

1. อะไรเป็นปัญญา

วิปัสนาญานอันสัมปยุตด้วยกุศลจิตเป็นปัญญา

2. ได้ชื่อปัญญาเพราะอรรถว่าอะไร

เพราะอรรถว่ารู้ทั่ว คือรู้ไตรลักษณ์และส่งให้มรรคปรากฏขึ้นด้วย

3. อะไรเป็นลักษณะของปัญญา

การตรัสรู้สภาวะแห่งธรรมเป็นลักษณะของปัญญา

4. อะไรเป็นกิจของปัญญา

ปัญญมีอันขจัดความมืดคือโมหะอันปิดบังสภาวะแห่งธรรมทั้งหลายเป็นกิจ

5.  อะไรเป็นผลของปัญญา

ความหายหลงเป็นผลของปัญญ

6. อ๊ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-02 23:07:30


ความเห็นที่ 42 (3368681)

 6. อะไรเป็นเหตุใกล้ของปัญญา

สมาธิเป็นเหตุใกล้ของปัญญา

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-02 23:10:01


ความเห็นที่ 43 (3368707)

 เหตุที่ต้องมี"สัมปยุตด้วยกุศลจิต"กำกับด้วยก็เพราะปัญญาไม่ใช่ธรรมเดียวที่มีลักษณะรู้อารมณ์ จิตนั้นก็มีลักษณะรู้อารมณ์ด้วย ต่างกันตรงที่ปัญญานั้นรู้ทั่วอารมณ์ ส่วนจิตนั้นรู้แจ้งอารมณ์ คือจำแนกความต่างของอารมณ์ได้ 

เนื่องจากธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า สำเร็จได้ด้วยใจ ดังนั้นปัญญาจะรู้ไตรลักษณ์ของอารมณ์และส่งให้มรรคปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตที่เป็นกุศลนั้นรู้ไตรลักษณ์ของอารมณ์

จิตเป็นกุศลได้ต่อเมื่อมีศีล เพราะศีลเป็นธรรมที่รวมกุศลทั้งหมดเข้าด้วยกัน กุศลธรรมที่รวมอยู่นั้นต้องคงที่ด้วย สมาธิจึงเป็นเหตุใกล้ของปัญญา

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-03 20:57:59


ความเห็นที่ 44 (3368844)

 สีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิเป็นมูลของปัญญา

ปัญญามีการส่องสว่างเป็นลักษณะ

ปัญญานั้นสอดหาโทษของอารมณ์ที่เป็นจริง ทำให้ทำลายความหลงผิดในอารมณ์ได้ ความหลงผิดคือความเห็นแต่คุณในอารมณ์ ถ้าเปรียบความหลงผิดเป็นความมืด การสอดหาโทษของปัญญาก็เป็นเหมือนแสงสว่าง

ปัญญามีการตัดเป็นลักษณะ

ปัญญาไม่มีเยื่อใยในอารมณ์ ไม่ติดพันอารมณ์ ไม่เอื้อสังขาร คือเบื่อหน่ายสังขาร คิดเพิกสังขาร ปัญญานั้นตัดกิเลส เปรียบเหมือนมีด

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-04 21:34:21


ความเห็นที่ 45 (3368988)

 เหตุที่ต้องบอกลักษณะ กิจ ผล และเหตุใกล้เพราะธรรมต่างๆนั้นเป็นสังขา คือเป็นธรรมผู้ปรุงแต่ง ความต่างกันของธรรมอยู่ที่ความต่างกันของการปรุงแต่ง ความต่างกันของการปรุงแต่งทำให้ธรรมทั้งหลายมีลักษณะของการปรุงแต่ง หน้าที่ในการปรุงแต่ง ผลจากการปรุงแต่ง และเหตุที่ให้เกิดการปรุงแต่งต่างกัน

เหตุที่ต้องกล่าวถึงอรรถหรือความหมายเพราะว่าธรรมนั้นมีหลายความหมาย เช่นปัญญามีความหมายได้ว่า การรู้จักตรึกตรองใช้เหตุผล ความสามรถในการจำ ความสามารถในการดัดแปลงแก้ไข ความเห็นภัยล่วงหน้า ในที่นี้ปัญญามีความหมายว่าความรู้ เช่นเดียวกับวิญญาณและสัญญที่ต่างก็เป็นความรู้เหมือนกัน ปัญญาเป็นความรู้ทั่ว คือรู้แจ้งได้แบบวิญญาณ รู้จำได้แบบสัญญา วิญญาณและสัญญารู้แบบปัญญาไม่ได้

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-05 22:01:32


ความเห็นที่ 46 (3369080)

หากคุณมีประสบกับปัญหาชีวิตที่เคยเกิดจากการทำแท้งมาแล้ว  ยินดีให้คำปรึกษา  ผู้ที่เคยผิดพลาดจากการทำแท้ง หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำแท้ง ทั้งหญิงและชาย  รับปรึกษาเป็นการส่วนตัวทางเมล์ buddha2509@yahoo.co.th

ผู้แสดงความคิดเห็น คนส่งบุญ วันที่ตอบ 2013-02-06 15:50:12


ความเห็นที่ 47 (3369092)

 ความรู้มีสองแบบคือ

1. เป็นภาวะที่กระทำคือความสามารถในการรู้ สภาพหรือสภาวะที่รู้ กิริยาที่รู้ กิจที่รู้

2. เป็นผลลัพธ์ คือเป็นผลจากการประสบด้วยใจ หรือเป็นผลลัพธ์จากการใช้ความคิด

ปัญญาจะบำเพ็ญขึ้นได้อย่างไร

1. สั่งสมความรู้โดยการเล่าเรียนไต่ถามในธรรมทั้งหลายที่เป็นภูมิของปัญญา (ภูมิคือเป็นพื้น)

2.  ยังสีลวิสุทธิและจิตตวิสุทธิให้ถึงพร้อม คือตั้งอยู่ในศีลแล้วอบรมจิต ธรรมทั้งสองนี้เป็นมูลของปัญญา

3.  ทำวิสุทธิ 5 ซึ่งเป็นสรีระของปัญญาให้ถึงพร้อม คืออบรมปัญญา

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-06 21:31:36


ความเห็นที่ 48 (3369223)

 การที่ความรู้มีได้ ๒ ความหมาย ทำให้เข้าใจพุทธพจน์ที่ตรัสว่า"เมื่อจิตเป็นสมาธิธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ"ได้ ๒ แบบคือ

๑ เมื่อจิตเป็นสมาธิจะมีธรรมที่เราไม่เคยรู้ปรากฏขึ้นมา ปัญญาคือผลจากการได้รับรู้ธรรมใหม่นั้น

๒ เมื่อจิตเป็นสมาธิปัญญาจะเห็นไตรลักษณ์และส่งผลให้มรรคปรากฏขึ้น มรรคคือธรรมทั้งหลายที่ปรากฏ

คำกล่าวว่า"สมาธิเป็นเหตุใกล้ของปัญญา"ก็เข้าใจได้ ๒ แบบ

๑ ใช้อุปมาเหมือนการมองภาพที่สั่นไหวอยู่ สมาธิเหมือนการจับภาพให้นิ่ง ปัญญาเป็นความรู้จากการได้เห็นภาพนั้น

๒ ใช้อุปมาเหมือนเปลวเทียนที่ต้องลม สมาธิเหมือนเปลวเทียนยามลมสงบ ปัญญาคือความส่องสว่างของเปลวเทียนที่นิ่งอยู่นั้น

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-07 22:07:54


ความเห็นที่ 49 (3369363)

 ธรรมเหล่านี้คือ ขันธ อายตนะ ธาตุ อินทรีย สัจจะ และปฏิจสมุบาทเป็นภูมิของปัญญา  เป็นปรมัตถธรรม การเล่าเรียนภูมิของปัญญาเป็นการเปลี่ยนมุมมองแบบโลกมาเป็นมุมมองแบบธรรม

มุมมองแบบโลก

๑ มองสิ่งต่างๆ แยกจากกัน 

๒ ดูทีละสิ่ง เข้าใจทีละสิ่งโดยหาว่าสิ่งนั้นมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ต่างจากสิ่งอื่นอย่างไร

๓ ไม่มองสภาวะ

เหตุที่การมองแบบโลกเป็นอย่างนี้เพราะมีมุมมองมุมเดียว

การมองแบบธรรม

๑ มองสรรพสิ่ง มองโดยไม่แยกกันและไม่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

๒ มองว่าสรรพสิ่งนั้นมีคุณสมบัติได้หลายอย่าง

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-08 22:24:09


ความเห็นที่ 50 (3369365)

 ๓ มองไปที่สภาวะ

ทางธรรมจะมองโดยมี ๓ มุมมองนี้อยู่พร้อมกัน เป็นมุมมองที่ซับซ้อนขึ้นมา

ผู้แสดงความคิดเห็น อัทธา วันที่ตอบ 2013-02-08 22:28:45



[1] 2 ถัดไป >>


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.